การใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอย่างปลอดภัย ตรวจอย่างไร ใช้อย่างไร ลดอุบัติเหตุในการทำงาน

การใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัย เป็นพื้นฐานสำคัญในการลดอุบัติเหตุจากงานทำความสะอาด เพราะหลายเหตุการณ์เกิดจากการละเลยขั้นตอนง่าย ๆ เช่น ใช้อุปกรณ์ที่ชำรุด เลือกอุปกรณ์ไม่เหมาะกับงาน หรือฝืนใช้งานทั้งที่เครื่องมีความผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ อุปกรณ์เสียหาย และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน

การใช้งานอย่างปลอดภัยจึงควรเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบก่อนใช้งาน เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน ใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิต หยุดใช้งานเมื่อพบความผิดปกติ และดูแลอุปกรณ์หลังใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์

บทความนี้อธิบายขั้นตอนการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอย่างปลอดภัย ตั้งแต่ก่อนใช้งาน ระหว่างใช้งาน หลังใช้งาน ไปจนถึงการบำรุงรักษา เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในบ้าน องค์กร และผู้ให้บริการบริษัทแม่บ้าน

คำตอบสั้น

การลดอุบัติเหตุจากงานทำความสะอาด เริ่มจาก 5 ขั้นตอน ได้แก่

  1. การตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน
  2. เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงานและพื้นผิว
  3. ปฏิบัติตามวิธีใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด ที่ผู้ผลิตแนะนำ
  4. หยุดใช้งานทันทีเมื่อพบความผิดปกติ
  5. ทำความสะอาด จัดเก็บ และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ทำความสะอาด ตามรอบ

การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำความสะอาด ลดอุบัติเหตุ และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้ในระยะยาว

 

การใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอย่างปลอดภัย สำคัญอย่างไร

การทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการใช้งานอย่างถูกวิธีด้วย อุบัติเหตุหลายกรณีเกิดจากการละเลยขั้นตอนพื้นฐาน เช่น ไม่ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน ใช้อุปกรณ์ผิดประเภท หรือฝืนใช้งานทั้งที่พบความผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ อุปกรณ์เสียหาย และเพิ่มต้นทุนในการซ่อมแซมหรือหยุดชะงักของงาน

สำหรับองค์กร การกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบ การใช้งาน และการดูแลอุปกรณ์อย่างเป็นระบบ ยังช่วยรักษาคุณภาพงานและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ

อุบัติเหตุจากการทำงานจำนวนไม่น้อยเกิดจากอุปกรณ์ที่ชำรุด การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้งานไม่เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบก่อนใช้งานและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ผิดวิธี

การใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิดวิธีอาจส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ปฏิบัติงาน อุปกรณ์ และพื้นที่ใช้งาน ตัวอย่างความเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่

การใช้งานผิดวิธี ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่เปียก ไฟฟ้าช็อตหรือไฟฟ้ารั่ว
ใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะกับพื้นผิว พื้นหรือวัสดุเสียหาย
ฝืนใช้งานเครื่องที่ผิดปกติ เครื่องเสียหายและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
ไม่ตรวจสายไฟหรือปลั๊กก่อนใช้งาน ไฟฟ้าลัดวงจร
ดัดแปลงอุปกรณ์ ระบบความปลอดภัยทำงานผิดปกติ

ความเสี่ยงส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งานและปฏิบัติตามวิธีใช้งานที่ถูกต้อง

อุบัติเหตุที่พบได้บ่อยในงานทำความสะอาด

อุบัติเหตุที่พบเป็นประจำ ได้แก่

  • ลื่นล้มจากสายไฟหรือสายอุปกรณ์ที่วางกีดขวาง
  • ถูกไฟฟ้าดูดจากอุปกรณ์ที่ชำรุด
  • ได้รับบาดเจ็บจากชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหัก
  • พื้นผิวเสียหายจากการใช้อุปกรณ์ไม่เหมาะสม
  • งานหยุดชะงักจากอุปกรณ์ขัดข้องระหว่างใช้งาน

เหตุการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจสอบอุปกรณ์และใช้งานตามขั้นตอนที่เหมาะสม

ผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน อุปกรณ์ และสถานที่

ผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์ผิดวิธีไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ใช้งาน แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินงานโดยรวม เช่น

  • ผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บ
  • อุปกรณ์เสียหายและมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยน
  • งานล่าช้าและกระทบต่อการใช้งานพื้นที่
  • พื้นผิวหรือทรัพย์สินเสียหาย

หลายคนให้ความสำคัญกับการเลือกซื้ออุปกรณ์คุณภาพสูง แต่ในทางปฏิบัติ อุปกรณ์ที่ได้รับการตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ มักปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าอุปกรณ์ราคาแพงที่ขาดการบำรุงรักษา

จากประสบการณ์ในงานบริการทำความสะอาด ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่ความเสียหายรุนแรงตั้งแต่แรก แต่เกิดจากการฝืนใช้งานทั้งที่มีสัญญาณผิดปกติ จนทำให้เครื่องเสียหายมากขึ้นและต้องหยุดใช้งานเป็นเวลานาน

แนวทางด้านความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ของหน่วยงานด้านอาชีวอนามัยและผู้ผลิตอุปกรณ์ทำความสะอาด แนะนำให้ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ก่อนใช้งาน และนำอุปกรณ์ที่ชำรุดออกจากการใช้งานทันที

การใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพื่อให้การทำงานราบรื่นและลดความเสี่ยง

การตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน ลดความเสี่ยงได้อย่างไร

การตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ช่วยลดอุบัติเหตุ ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดชะงักระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างมาก โดยควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนเริ่มงาน แม้อุปกรณ์จะเพิ่งใช้งานมาก่อนก็ตาม

Checklist ก่อนใช้งานทุกครั้ง

ก่อนเปิดใช้งาน ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้

รายการตรวจสอบ สิ่งที่ควรสังเกต เหตุผล
สายไฟและปลั๊ก ไม่มีรอยชำรุดหรือฉนวนแตก ลดความเสี่ยงไฟฟ้ารั่ว
ตัวเครื่อง ไม่มีรอยแตกหรือชิ้นส่วนหลวม ป้องกันอุปกรณ์เสียหาย
สวิตช์ เปิด–ปิดได้ตามปกติ ลดความเสี่ยงเครื่องขัดข้อง
อุปกรณ์เสริม ติดตั้งแน่น ไม่สึกหรอ ป้องกันชิ้นส่วนหลุด
พื้นที่ใช้งาน ไม่มีน้ำขังหรือสิ่งกีดขวาง ลดความเสี่ยงลื่นล้มและไฟฟ้ารั่ว

หากพบความผิดปกติ ควรหยุดใช้งานและตรวจสอบก่อนเริ่มงาน

ตรวจสายไฟและตัวเครื่อง

ตรวจสอบสายไฟ ปลั๊ก และจุดเชื่อมต่อว่าไม่มีรอยแตก ฉีก หรือไหม้ รวมถึงตรวจตัวเครื่อง แปรง หัวดูด ถังเก็บ และด้ามจับให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพราะชิ้นส่วนที่สึกหรออาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเพิ่มความเสี่ยงระหว่างปฏิบัติงาน

เลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน

อุปกรณ์แต่ละชนิดเหมาะกับพื้นผิวและลักษณะงานต่างกัน การเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมช่วยลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด

ลักษณะงาน อุปกรณ์ที่เหมาะสม
พื้นแข็ง เครื่องขัดพื้น หรือไม้ถูพื้น
พรม เครื่องดูดฝุ่น
พื้นที่แคบ อุปกรณ์ขนาดเล็ก
พื้นที่กลางแจ้ง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

หากเป็นงานเฉพาะทาง ควรเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับประเภทการทำความสะอาด เพื่อให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย

ทดลองการทำงานก่อนเริ่มงาน

หลังตรวจสอบแล้ว ควรทดลองเปิดเครื่องสั้น ๆ เพื่อดูว่าทำงานได้ตามปกติ ไม่มีเสียง กลิ่น หรือการสั่นสะเทือนผิดปกติ หากพบความผิดปกติ ไม่ควรนำไปใช้งานจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบ

พนักงานทดลองเปิดเครื่องดูดฝุ่นก่อนเริ่มงานและพบเสียงเสียดสีผิดปกติ เมื่อตรวจสอบพบว่าลูกปืนเริ่มสึกหรอ หากฝืนใช้งานต่ออาจทำให้มอเตอร์เสียหายและต้องหยุดงานกลางคัน

การใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัยไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความปลอดภัย แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์

วิธีใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอย่างปลอดภัยระหว่างปฏิบัติงาน

แม้อุปกรณ์จะผ่านการตรวจสอบก่อนใช้งานแล้ว แต่หากใช้งานไม่ถูกวิธีก็ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตและเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับลักษณะงาน

ใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับประเภทงาน

อุปกรณ์แต่ละชนิดออกแบบมาสำหรับงานที่แตกต่างกัน การใช้งานผิดวัตถุประสงค์อาจลดประสิทธิภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหาย เช่น

  • ใช้เครื่องดูดฝุ่นเฉพาะงานที่เครื่องรองรับ
  • เลือกแผ่นขัดให้เหมาะกับชนิดของพื้น
  • ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงกับพื้นผิวที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการฉีดใส่อุปกรณ์ไฟฟ้า

หากต้องทำความสะอาดหลายประเภท ควรเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะกับแต่ละงาน แทนการใช้อุปกรณ์ชนิดเดียวกับทุกพื้นผิว

ระวังการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่เปียก

เมื่อใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าร่วมกับน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการวางปลั๊กหรือสายไฟในบริเวณที่มีน้ำขัง ไม่จับปลั๊กด้วยมือเปียก และไม่ลากสายไฟผ่านพื้นที่เปียก หากน้ำสัมผัสระบบไฟฟ้าของอุปกรณ์ ควรหยุดใช้งานทันที

ไม่ดัดแปลงอุปกรณ์

ไม่ควรดัดแปลงอุปกรณ์หรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วนที่ไม่ได้มาตรฐาน ถอดอุปกรณ์ป้องกัน หรือใช้งานเกินขีดความสามารถของเครื่อง เพราะอาจทำให้ระบบความปลอดภัยทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงในการใช้งาน

จัดพื้นที่ทำงานให้ปลอดภัย

นอกจากอุปกรณ์แล้ว พื้นที่ปฏิบัติงานก็มีผลต่อความปลอดภัย ควรจัดสายไฟให้เป็นระเบียบ ไม่วางอุปกรณ์กีดขวางทางเดิน ระวังพื้นลื่น และติดตั้งป้ายเตือนเมื่อทำงานในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานร่วมกัน

หลายคนมองว่าการจัดสายไฟหรือเคลียร์พื้นที่ก่อนเริ่มงานเป็นเรื่องเสียเวลา แต่การเตรียมพื้นที่เพียงไม่กี่นาทีช่วยลดความเสี่ยงจากการสะดุดล้ม อุปกรณ์เสียหาย และการหยุดชะงักระหว่างปฏิบัติงานได้มากกว่า

เมื่อพบความผิดปกติระหว่างใช้งาน ควรทำอย่างไร

หากพบอาการต่อไปนี้ ควรหยุดใช้งานทันที

  • เครื่องมีเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
  • มีกลิ่นไหม้ ควัน หรือเครื่องร้อนผิดปกติ
  • ระบบควบคุมทำงานผิดปกติ
  • กำลังทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

หลังหยุดใช้งาน ควรตัดแหล่งจ่ายไฟ แยกอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ใช้งาน และแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้อีกครั้ง

จากการทำงานด้านบริการทำความสะอาด ความเสียหายรุนแรงของอุปกรณ์ส่วนใหญ่มักเกิดจากการฝืนใช้งานต่อหลังพบสัญญาณผิดปกติ การหยุดใช้งานและตรวจสอบตั้งแต่เริ่มพบอาการ ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อมและระยะเวลาที่อุปกรณ์ต้องหยุดใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การทำความสะอาด จัดเก็บ และบำรุงรักษาอุปกรณ์หลังใช้งาน

การดูแลอุปกรณ์หลังใช้งานช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดความเสี่ยงจากอุปกรณ์ชำรุด และทำให้อุปกรณ์พร้อมใช้งานในครั้งถัดไป จึงควรทำความสะอาด จัดเก็บ และบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ

ทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้งหลังใช้งาน

หลังใช้งาน ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ตามคำแนะนำของผู้ผลิต เช่น

  • เทฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออกจากถังเก็บ
  • ล้างและผึ่งแห้งผ้าหรือแผ่นขัด
  • เช็ดตัวเครื่องและด้ามจับ
  • จัดเก็บสายไฟให้เรียบร้อย

การทำความสะอาดหลังใช้งานช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรกและรักษาประสิทธิภาพของอุปกรณ์

จัดเก็บอย่างถูกวิธี

ควรจัดเก็บอุปกรณ์ในพื้นที่แห้ง สะอาด และอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมหลีกเลี่ยงแสงแดด ความร้อน และการวางของหนักทับอุปกรณ์ รวมถึงแยกอุปกรณ์ที่ชำรุดออกจากอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานอย่างชัดเจน

หากใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ควรจัดเก็บตามคำแนะนำของผู้ผลิต และแยกพื้นที่จัดเก็บสารเคมีอย่างเหมาะสม โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่การเก็บรักษาสารเคมีอย่างถูกต้อง

ตรวจสอบและบำรุงรักษาตามรอบ

หลังใช้งาน ควรตรวจสอบสายไฟ ชิ้นส่วนที่สึกหรอ และสภาพตัวเครื่อง หากพบความผิดปกติควรนำอุปกรณ์ออกจากการใช้งานและดำเนินการซ่อมก่อนใช้งานครั้งถัดไป

นอกจากนี้ ควรบำรุงรักษาตามรอบ เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ ทำความสะอาดแผ่นกรอง ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และบันทึกประวัติการซ่อมบำรุง เพื่อให้การบำรุงรักษาอุปกรณ์ทำความสะอาด เป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดโอกาสเกิดการเสียหายกะทันหัน

การฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน

การใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความรู้ของผู้ใช้งานด้วย การฝึกอบรมควรครอบคลุมการตรวจสอบก่อนใช้งาน วิธีใช้งาน การดูแลหลังใช้งาน และการแจ้งซ่อมเมื่อพบความผิดปกติ เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุและรักษามาตรฐานการทำงาน

การดูแลอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงาน เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการซ่อมแซมหรือแก้ไขปัญหาหลังเกิดอุบัติเหตุ เพราะช่วยลดทั้งความเสียหาย ค่าใช้จ่าย และการหยุดชะงักของงานได้ในระยะยาว

 

สรุปแนวทางลดความเสี่ยงจากการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด

การใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัย เริ่มตั้งแต่การเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน ตรวจสอบสภาพก่อนใช้งาน ใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิต หยุดใช้งานเมื่อพบความผิดปกติ และดูแลอุปกรณ์หลังใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้ช่วยลดอุบัติเหตุ ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ทั้งในบ้านและองค์กร

หากต้องปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยง ควรศึกษาความปลอดภัยในการทำความสะอาด ควบคู่กับการเลือกอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น ถุงมือ แว่นตานิรภัย หน้ากาก หรือรองเท้านิรภัย ให้เหมาะกับลักษณะงาน และปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยในการใช้สารเคมี รวมถึงการเก็บรักษาสารเคมีอย่างถูกต้อง เพื่อให้การทำงานปลอดภัยในทุกขั้นตอน

 

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q1: ควรตรวจสอบอุปกรณ์ทำความสะอาดก่อนใช้งานทุกครั้งหรือไม่

A: ควรตรวจสอบทุกครั้ง เพราะความเสียหายบางอย่างอาจเกิดจากการใช้งานครั้งก่อน การตรวจสอบใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและความเสียหายได้มาก

Q2: หากอุปกรณ์ยังใช้งานได้ แต่มีเสียงหรือกลิ่นผิดปกติ ควรทำอย่างไร

A: ควรหยุดใช้งานทันที ตัดแหล่งจ่ายไฟ และแจ้งผู้รับผิดชอบเพื่อตรวจสอบ ไม่ควรฝืนใช้งานต่อ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายรุนแรงขึ้น

Q3: จำเป็นต้องทำความสะอาดอุปกรณ์หลังใช้งานทุกครั้งหรือไม่

A: ควรทำทุกครั้ง เพื่อรักษาประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ลดการสะสมของสิ่งสกปรก และช่วยให้ตรวจพบความเสียหายได้ง่ายขึ้น

Q4: การเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับงานมีผลต่อความปลอดภัยอย่างไร

A: มีผลโดยตรง เพราะการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับลักษณะงานและพื้นผิว ช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานและป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์หรือพื้นที่ หากไม่แน่ใจ ควรเลือกตามประเภทการทำความสะอาด

Q5: ผู้ให้บริการทำความสะอาดมืออาชีพควบคุมความปลอดภัยของอุปกรณ์อย่างไร

A: โดยทั่วไปจะมีการตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน บำรุงรักษาตามรอบ บันทึกประวัติการซ่อม และฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ หากเลือกใช้บริษัททำความสะอาด ควรสอบถามมาตรฐานการดูแลอุปกรณ์และแนวทางด้านความปลอดภัยด้วย

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Occupational Safety and Health Administration (OSHA) — แนวทางด้านความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และการลดอุบัติเหตุจากการทำงาน
  2. National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH) — ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน รวมถึงแนวปฏิบัติในการใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัย
  3. International Labour Organization (ILO) — หลักการบริหารจัดการความปลอดภัยในการทำงานและแนวทางลดความเสี่ยงในสถานที่ทำงาน